วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552

วันนี้เรามาเรียน project ตามปรกติแต่วันนี้ครูไม่อยู่เพราะครูไปจัดขบวนงานคริสมาสต์แต่ครูให้นักเรียนทุกคนจัดการตัวเองให้ทำงานให้เสร็จและอย่าเล่นกันเสียงดังเมื่อขึ้นมาบนห้องผมก็หาข้อมูลในเว็บต่างๆ พบว่าปัญหาช้างในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ด้วยกันคือ


1. ช้างทำงาน

เป็นงานทำไม้มาแต่อดีต ปัจจุบันจะเป็นการทำไม้ในภาคเหนือที่ผิดกฎหมาย หรือที่เราเรียกว่า "ไม้เถื่อน" ช้างกลุ่มนี้เคยมีถึง 1,500 เชือก ปัจจุบันถูกถ่ายโอนมาเป็นช้างในธุรกิจท่องเที่ยวบ้าง เป็นบางส่วน (ตามคำแนะนำของมูลนิธิเพื่อนช้าง) และบางส่วนถูกซื้อไปเดินเร่ร่อน


2.ช้างในธุรกิจท่องเที่ยว

เป็นช้างที่ทำงานในปางช้างต่างๆ ในอดีตเมื่อสัก 10-20 ปี ก่อน ก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในภาคเหนือของประเทศไทย ปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ อีกทั้งด้านตะวันออกและเขตชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศ มีช้างในปางขนาดใหญ่ ซึ่งมีประมาณ 25 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนช้างตั้งแต่ 20 ถึงกว่า 100 เชือก ส่วนปางช้างขนาดเล็กทั่วประเทศ มีถึง 50-75 แห่ง มีช้างอยู่เพียง 2-10 เชือก บางแห่งเป็นปางเฉพาะกิจ จึงเปิดเพียงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มาก็แยกย้ายกันไป จึงกล่าวได้ว่า ช้างกลุ่มนี้กำลังเป็นช้างกลุ่มใหญ่ เพราะมีถึงประมาณ 1,000 กว่าเชือก


3. ช้างเร่ร่อน

ช้างกลุ่มนี้เป็นช้างที่ถูกนำมาจากภาคอีสานในเขตจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ เดิมมีประมาณ 300 เชือก นับเป็นช้างที่เป็นมรดกตกทอดต่อกันมา แต่ต่อมาช้างจากภาคเหนือถูกกลุ่มนายทุนกว้านซื้อมาสู่กลุ่มนี้จำนวนมาก จนเกือบถึง 700-800 เชือก อย่างไรก็ดี ช้างกลุ่มนี้ก็เข้าไปทำงานตามปางช้างในฤดูการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวลดลงก็จะนำออกมาเดินเร่ร่อน ตัวเลขระหว่างกลุ่มที่ 2 และ 3 จึงเคลื่อนตามตัวแปร และพบว่าจะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนช้างกันอย่างแพร่หลาย และราคาของช้างขณะนี้สูงถึง 5-6 แสนบาทต่อเชือก ที่นายทุนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ 2 และ 3 นี้ เป็นผู้นำช้างส่งออกเป็นขบวนการค้าช้างข้ามชาติ และน่าตกใจยิ่งที่ยังคงดำเนินการอย่างไม่ลดละ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานเกี่ยวข้อง

4. ช้างในสวนสัตว์หรือเจ้าของเลี้ยงไว้เอง

ช้างกลุ่มนี้จะเป็นปัญหาน้อยที่สุด เพราะมีอยู่ประมาณ 100 เชือก และอยู่เป็นที่เป็นทางแต่ก็มีปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพราะมักเลี้ยงไว้ตามลำพังขาดการสมาคมกับช้างด้วยกัน จึงเกิดความเครียดและดุร้าย

เมื่อได้ข้อมูลผมก็บันทึกลงในบันทึก สักครู่ครูก็มาแล้วให้พวกเราไปช่วยกันเอาลูกโป่งไปจัดที่รถให้สวยงามแล้วขึ้นมาบนห้องเราก็ทำเวรที่ห้องแล้วก็กับบ้าน

บันทึกประจำวันพุธที่ 23 ธันวาคม 2552


วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2552

วันนี้พวกเราก็มาเรียน project ตามปรกติหลังจากที่วันจันทร์ไป fieldtrip ศึกษานอกสถานที่มาเราก็ทำบันทึกประจำวันลงในเว็บ blog ของตัวเองพวกเราใช้เวลามากในการทำบันทึกใช้เวลาตั้งแต่ 9.00 น. - 11.30 น.พวกเราจึงทำเสร็จแล้วลงไปรับประทานอาหารแล้ววางแผนว่าจะกลับขึ้นมาหาข้อมูลหลังจากพักกลางวัน
ช่วงบ่ายเมื่อขึ้นมาบนห้องผมก็ลงมือหาข้อมูลหลายๆ อย่างของช้าง พบเรื่อง "ช้างสมัยโบราณ"
ความจริงของช้างในโลกมีแค่ 2 ตระกูลใหญ่ๆ คือ ช้างเอเชียกับช้างแอฟริกา สำหรับช้างไทยอยู่ในตระกูลช้างเอเชีย ช้างไทยชอบอากาศเย็น (แต่ไม่ถึงอยู่ห้องแอร์) จึงลงน้ำบ่อย ลอยคอในน้ำและว่ายน้ำได้ดี ที่อยู่ของช้างจึงมิใช่ข้างถนน ช้างนอนหลับคืนละ 3-4 ชั่วโมง (ระหว่างเวลา 23.00- 03.00 น.) กลางวันจะไม่นอนหลับยกเว้นป่วยไข้ คนไทยจะมีคำเรียกจำแนกเพศ ลักษณะช้างและลักษณะนาม ตามประเภท ได้แก่ เราเรียกช้างตัวผู้ว่าช้างพลาย ซึ่งมีงา ถ้าช้างตัวผู้ไม่มีงาจะเรียกว่าช้างสีดอ และเรียกช้างตัวเมียว่าช้างพัง ช้างตัวเมียตามปกติไม่มีงา อาจมีบ้างที่มีงาสั้นๆ จะเรียกว่าขนาย ช้างทั่วไปรูปร่างสูงใหญ่ หากยังมีช้างไทยชนิดหนึ่งสูงเพียง 2 เมตร เป็นช้างแคระซึ่งเรียกว่าช้างค่อม เคยมีแถวป่าเขาในจังหวัดสงขลา, พัทลุง ปัจจุบันสูญพันธุ์แล้ว การที่ถือว่าช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทย น่าจะมาจากช้างมีคุณูปการต่อชาติ บ้านเมือง โดยเฉพาะการเป็นช้างศึก ซึ่งเราใช้ช้างในงานพระราชการสงคราม สมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงทรงกระทำยุทธหัตถีกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงชนช้างกับพระเจ้าแปร ครั้นช้างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีแก่ข้าศึก พอดีกับสมเด็จพระศรีสุริโยทัยซึ่งปลอมพระองค์เป็นชาย ขับช้างเข้าไปช่วย ก็ถูกพม่าข้าศึกฟันสิ้นพระชนม์บนช้างนั้น ยุทธหัตถีอันเลื่องลือยิ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย คือ การยุทธหัตถีครั้งสำคัญ พ.ศ.2135 คราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงช้างชื่อว่าเจ้าพระยาไชยานุภาพ ชนช้างกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่าที่ทรงช้างพลายพัทกอ กาลครั้งนั้นพระมหาอุปราชาถูกพระแสงของ้าวพระนเรศวรฟันจนขาดบนคอช้าง พระราชสงครามครั้งเดียวกันนี้ พระเอกาทศรถได้โดยเสด็จพระราชสงครามด้วย โดยทรงชนช้างกับมังจาจะโรพระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชาซึ่งมีพลายพัดชะเนียง เป็นช้างศึก ผลการรบได้ถูกพระแสงง้าวพระเอกาทศรถฟันขาดบนคอช้างเช่นกัน นอกจากไทยสมัยโบราณมีช้างเป็นพาหนะสำคัญทำศึกกับอริราชศัตรูดังกล่าวแล้ว ในยุครัตนโกสินทร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ไทยรบกับญวนที่เขมร พ.ศ.2388 กาลครั้งนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา แม่ทัพไทยไปตั้งรับที่เมืองอุดง ส่วนญวนใช้ทัพเรือเป็นขบวนใหญ่ถึงเมืองอุดง ท่านเจ้าพระยาบดินทรฯ ไม่มีกองเรือจะทำการยุทธนาวี จึงวางกลศึกปล่อยให้ญวนยกพลขึ้นบก จากนั้นท่านจึงบัญชาให้ใช้ช้างศึกไล่แทงข้าศึ โดยวางกำลังทหารราบตามตี จนข้าศึกต้องถอยทัพเรือคืนประเทศตน เราจะเห็นว่าช้างมีความสำคัญต่อการรักษาเอกราชของแผ่นดิน และช้างยังมีความหมายทางวัฒนธรรมอีกหลายประการ พระมหากษัตริย์พระองค์ใดขึ้นครองราชย์แล้วมีช้างเผือกเกิดขึ้นใต้ร่มพระ บารมี ย่อมถือว่าทรงมีบุญญาธิการมาก ช้างเผือกที่รับการขึ้นระวางเป็นช้างต้นของหลวง จะมีอิสริยศ-เทียบชั้นเจ้าฟ้า ส่วนช้างสำคัญเชือกอื่นๆ อาจเป็นเจ้าพระยา พระยา หรือพระก็แล้วแต่ จึงมีคำเปรียบเปรยถึง "ยศช้าง ขุนนางพระ" อย่างไรก็ดี การที่ช้างมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยมาแต่โบราณกาล เมื่อแรกจะมีธงชาตินั้นช้างจึงเป็นธงชาติรูปช้างบนผืนผ้าสีแดง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ก็มีช้างเผือกในดวงตราเป็นสกุลเครื่องราชสำคัญ "ที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก" ในทางภาษาและวรรณคดี การที่บัญญัติคำเรียกช้างลักษณะนามของช้าง ตลอดจนมีวรรณคดีเฉพาะเกี่ยวกับช้างโดยตรง คือ คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง ที่มีอยู่หลายฉบับ ดังมีฉบับเก่าแก่สุดเป็นฉบับขุนเทพกวี ส่วนฉบับล่าสุดเป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ความสำคัญของช้างมีเป็นอเนกประการ ยุคสมัยที่เปลี่ยนอาจทำให้ความสำคัญลดลง แต่คุณค่าทางใจที่ควรรักษาไว้ด้วยความเมตตาต่อช้างไม่ควรจะลดลง



ได้ข้อมูลพวกนี้แล้วก็นำข้อมูลบันทึกไว้ในบันทึกประจำวัน ทำให้วันนี้ผมได้ความรู้อีกมากเลยและทำให้ผมได้ประสบการณ์ด้วย

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552

วันนี้เป็นวันที่พวกเราต้องไปทัศนศึกษาที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยจังหวัดลำปางตอนเช้าก็ใส่ชุดพละมาโรเรียนตามปรกติพอทำกิจกรรมหน้าเสาร์ธงเสร็จก็จัดเป็น 3 แถวโดยนั่งรถ 3 คันพอจัดแถวแล้วก็เดินเป็นแถวไปขึ้นรถนั่งรถ 2 แถวไประหว่างเดินทางมีรถมากมาย ส่วนมากจะเป็นทางโค้งไปโค้งมาทำให้ผมค่อนข้างเวียนหัว
พอถึงศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยครูก็ให้ถอดเสื้อกันหนาวแล้วลงจากรถไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อมอบเงินบริจาคให้กับศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทแล้วพวกเราทั้งหมดก็เข้าไปศึกษาในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภายในมีข้อมูลมาก
สักครู่ก็กลับขึ้นรถเพื่อไปที่ช้างอยู่มีทั้งลานแสดง โรงเลี้ยงช้างและที่ขายของต่างๆ พวกเราได้ไปดูที่ลานแสดงก่อนมีช้างมาแสดง
เช่น เดินทรงตัวบนซุงไม้ ใช้งวงดันไม้ เปิดน้ำกินเองแล้วปิดสวิต เก็บของให้ควาญช้าง ช้าวาดรูปเป็นต้น แล้วพอการแสดงจบผมก็ได้สัมผัสงวงช้างด้วย ต่อมาผมก็ไปที่โรงเลี้ยงช้างเพื่อดูช้างใกล้ๆและได้สัมผัสเนื้อมันแข็งและแน่นมากมีขนยาวแข็ง



สักครู่คุณครูก็ให้ไปเอาข้าวที่ห่อมา มาทานพวกเราจึงรับประทานอาหารจนอิ่ม แล้วเดินเล่นสักพักก็ไปดูช้างอาบน้ำ ต่อมาก็นั่งรถไปที่โรงพยาบาลช้างมีช้างแม่ลูกด้วยบางตัวก็กำพร้า แล้วก็เดินกลับไปที่ลานแสดงพักใหญ่ก็ได้เวลากลับบ้านแล้วทุกคนก็ไปจัดแถวตามรถที่นั่งแล้วนับจำนวนคนให้ครบทุกคนเมื่อนักเรียนมากันครบแล้วก็เดินทางกลับโรงเรียนระหว่างทางบนรถเพื่อนๆ ส่วนใหญ่นอนหลับผมไม่นอนดูทางมาตลอดทางพอถึงโรงเรียนคุณครูก็ให้นักเรียนแยกย้ายกันกลับบ้านได้ผมก็กลับบ้าน
วันนี้ผมสนุกตื่นเต้นมากที่ได้สัมผัสช้างและได้เห็นช้างใกล้ๆทำให้มีประสบการณ์เกี่ยวกับช้างมากขึ้นด้วย

บันทึกประจำวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2552

วันนี้คุณครูให้ดูตัวอย่าง skip ตั้งแต่เช้าแต่เป็นเรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับช้างพวกเราจึงตั้งใจดูไว้เวลาทำจะได้ทำได้พอดู skip จบแล้วเพื่อนๆที่เรียนอีกห้องก็มาเพราะครูให้มาประชุมกัน skip ที่จะทำโดยต้องทำของแต่ละกลุ่มแล้วเอาทั้งหมดมาเรียงรวมกันตามหัวข้อเมื่อประชุมแล้วพี่ ม.3ก็มาสอนเกี่ยวกับการใช้กล้อง VDO และการตั้งขากล้องกลุ่มผมส่งตัวแทนไปแล้วผมก็นั่งทำงานที่ค้าง ผมได้พบข้อมูลของช้าง ดังนี้

"ช้างสำคัญ" ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะ 7 ประการ คือ
    1. ตาขาว
    2. เพดานขาว
    3. เล็บขาว
    4. ขนขาว
    5. พื้นหนังขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่)
    6. ขนหางขาว
    7. อัณฑะโกศขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่)
หากช้างนั้นมีลักษณะไม่ครบตามที่ได้กำหนด จะถูกเรียกว่า "ช้างสีประหลาด" เท่านั้น ดังนั้น ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงไม่ใช้คำว่า "ช้างเผือก" เพราะเกรงว่าจะเข้าใจสับสนกัน
สักครู่ก็ลงไปรับประทานอาหาร
ช่วงบ่ายเพื่อนอีกห้องก็ลงมาหาแล้วครูศิวิไลซ์ก็บอกของที่ต้องเตรียมไปทัศนศึกษาในวันจันทร์หน้า พอเลิกเรียนก็เดินทางกลับบ้าน

บันทึกประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2552

วันนี้ผมไม่ได้ลงมือหาข้อมูลเลยเพื่อนๆในห้องช่วยกันเพ้นท์แก้วทำให้ตอนเช้าพวกเราได้ทำแต่แก้วบางคนก็ทำงานของตัวเองผมมีหน้าที่คอยเอาแก้วที่เพื่อนๆเพ้นท์เสร็จไปตากที่บริเวณหน้าต่างเราจะทำให้ได้มากที่สุดเพราะถ้าได้เงินเยอะๆ เราก็จะไปบริจาคให้ช้างค่าอาหารช้าง ค่าพยาบาลช้างและอื่นๆเราจึงต้องสะสมเงินบริจาคให้มากๆ ไว้ ช่วงบ่ายพวกเราพวกเราก็ขึ้นมาช่วยกันทำเหมือนเดิมระหว่างนั้นจึงหาคนที่จะไปรับบริจาคได้เพราะบางคนก็กลับบ้านเร็วเราไปรับบริจาคตอนเย็นๆ แต่ผมไม่สามารถไปได้เพราะผมกลับบ้านเร็ววันนี้พวกเราคาดว่าน่าจะได้เงินบริจาคเยอะเพราะจะไปรับบริจาคที่ตลาดอัศวินตลาดเพราะอัศวินมีคนเยอะพวกเราก็หวังว่าจะได้ค่าบริจาคสูงกว่าทุกครั้งวันนี้ทำให้ผมตั้งใจช่วยเพื่อนๆทำงานเต็มที่สักครู่ก็เขียนบันทึกประจำวันเพื่อบันทึกการทำงานของผมวันนี้ สักครู่ก็ได้เวลาเลิกเรียนผมกับเพื่อนๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2552

วันนี้ช่วงเช้าคุณครูแจกกระดาษให้กลุ่มละ 4 แผ่นให้เขียนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหหัวข้อที่ตนเองศึกษามา 10 คำพวกเราเขียนคำดังนี้ 1.ไอยรา 2.ช้างศรีลังกา 3.ช้างอินเดีย 4.ช้างสุมาตรา 5.ช้างทุ่ง 6.ช้างป่า 7.ช้างตกมัน 8.ช้างเผือก 9.อนุรักษ์ช้าง 10.ทวีปแอฟริกา พวกเราเขียนสร็จแล้วก็นำไปส่งครู ต่อมาพวกเราก็ไปช่วยเพื่อนๆ ผู้หญิงเพ๊นท์แก้วพวกเราทำกันอย่างสนุกสนานทำให้ได้แก้วที่เพ๊นท์ค่อนข้างเยอะกว่าทุกครั้งก่อนไปรับประทานอาหารครึ่งชั่วโมงพวกผู้หญิงก็ลงไปที่โรงอาหารเพื่อหาเงินบริจาคสักครู่ก็ได้เวลารับประทานอาหารพวกเราจึงไปรับประทานอาหาร
ช่วงบ่ายพอกลับมาบนห้องครูก็ให้เล่นเกมคือให้ตัวแทนกลุ่มออกไป 2 คนคนหนึ่งทำท่าอีกคนคอยตอบคำถามตามที่เพื่อนทำท่าให้ดูโดยมีเวลาเพียง 1 นาทีเมื่อเล่นเกมแล้วก็ไปเพ๊นท์แก้วต่อไปเรื่อยๆจนได้เวลาเลิกเรียนพวกเราก็กลับบ้าน

บันทึกประจำวันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2552

วันนี้พวกเราต้องคิดธุรกิจให้สอดคล้องกับธุรกิจของเพื่อนๆที่อยู่กับครูสิวิไลซ์ซึ่งทำธุรกิจ "เล่นดนตรีเปิดหมวก" โดยพวกเราใช้เวลาปรึกษากันประมาณ 30นาทีเราก็ตกลงกันได้ว่าเราจะทำธุรกิจ เพ้นท์แก้วขาย จึงขึ้นไปเอาขวดแบรนด์ที่ห้องสังคมมาแล้วพวกผู้หญิงก็เอาไปล้างให้สะอาดแล้วเอามาตากไว้ในห้องครูก็ไปหาสีที่จะเพ้นท์มาให้เพื่อนผู้หญิงบางคนก็ลงมือเพ้นท์แล้วบางส่วนแล้วครูก็ฝากให้ปิดห้องด้วยถ้าไปรับประทานอาหารพวกเราก็ทำงานจนพักกลางวันก็ลงไปรับประทานอาหารกลางวันช่วงบ่ายพวกเราก็ทำงานตามปรกติแต่ทำงานได้ไม่นานสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็หลุดจึงไม่สามารถทำงานได้ผมจึงพยายามหาข้อมูลแต่ก็ซ้ำกับเพื่อนๆผมจึงอ่านหนังสือเล่นพออินเทอร์เน็ตมาก็ทำงานต่อพอเลิกเรียนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552

วันนี้ทุกคนต้องมารวมกันที่ห้องสมุดเพราะคุณครูจะให้เพ้นท์ลายรูปช้างลงบนจานแก้ว เมื่อได้จานแล้วผมจึงหารูปแบบช้างในหนังสือจนได้แบบผมจึงลงมือร่างรูปลงในจานก่อนโดยใช้ดินสอวาดเมื่อร่างรูปได้สวยงามแล้วจึงใช้พู่กันแต้มสีแล้วค่อยๆ ลากตามเส้นที่ร่างรูปไว้ พอเขียนเส้นรูปเสร็จก็เขียนชื่อและตกแต่งลงในจาน เสร็จออกมาแล้วก็ดูสวยดี ในการเพ้นท์จานก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเวลาครึ่งชั่วโมงก็ช่วยกันเก็บขยะทำความสะอาดโต๊ะที่เปื้อนสี

นี้คือรูปของจานที่ผมเพ้นท์ ผมได้ตั้งใจทำกับงานชิ้นนี้แล้ว
ผมได้ทำงานชิ้นนี้แล้วทำให้ผมได้สมาธิมากขึ้น เพราะตอนใช้สีวาดต้องใช้มือที่นิ่ง
ผมได้ประสบการณ์ในการเพ้นท์จานได้สนุกสนาน ทำให้เพลิดเพลินดี สักคูร่ก็ไปรับประทานอาหารกลางวัน


ช่วงบ่ายพวกเราต้องทำ skip ที่นำเสนอในวันศุกร์ แล้วเราก็ทำได้สำเร็จ เลิกเรียนก็กลับบ้าน


บันทึกปรจำวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2552

วันนี้พวกเราต้องนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ห้องอื่นได้ฟังความรู้เกี่ยวกับช้างจากพวกเรา
ตอนเช้าพวกเราจึงต้องเตรียมตัวและซ้อมนำเสนอกลุ่มที่ต้องนำเสนอกับกลุ่มพวกเราก็ต่างตื่นเต้นกันมากๆ พอถึงเวลาที่ต้องนำเสนอพวกเราจึงออกไปรอแถวๆ หน้าชั้นเรียนที่นำเสนอพวกเราได้นเสนอเป็นหัวข้อที่สองจึงต้องรอให้กลุ่มแรกนำเสนอเสร็จก่อน พอถึงตาพวกผมนำเสนอพวกเราก็ออกไปนำเสนออย่างมั่นใจการนำเสนอก็ออกมาสมบูรณ์แบบต่อมาอีก 2 กลุ่มที่เหลือก็นำเสนอต่อพวกเราก็โล่งใจที่การนำเสนอไม่มีปัญหาอะไร เมื่อการนำเสนอทั้งหมดจบลง
เพื่อนๆ ที่ไปดูห้องอื่นนำเสนอก็กลับมาแล้วเล่าให้ฟังว่าไปฟังเรื่องอะไรมาแและได้ความรู้อะไรเพื่อนๆจึงเล่าให้ฟัง
ม.1/1เรื่องการต้องลาย

ม.1/2เรื่องพืชสมุนไพร
ม.1/3เรื่องกระดาษ
ม.2/1เรื่องรถไฟ
ม.2/2เรื่องm202 cofee
ม.2/3เรื่องกุญชรแห่งสยาม
ม.3/1เรื่องว่าว
ม.3/2 (ไม่อยู่)
ม.3/3เรื่องจังหวัดลำปาง
สักครู่ก็หมดเวลาช่วงเช้าได้เวลาไปรับประทานอาหาร
ช่วงบ่ายนี้พวกเราจะได้ทำกิจกรรมคือการเพ้นท์แก้ว คุณครูให้ทุกคนเตรียมแก้วใสๆ มาคนละใบเพื่อเพ้นท์เป็นลายช้างผมตั้งใจทำจนเสร็จแต่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไรเพราะวาดลงบนแก้วยากมาก
ผมได้ร่วมสนุกสนานทำงานกับเพื่อนได้ประสบการณ์ในการเพ้นท์อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันพุธที่ 9 ธันวาคม 2552

วันนี้พวกเราได้มาเรียนรู้ project เรื่อง "กุญชรแห่งสยาม" พวกเราได้ช่วยกันหาข้อมูลให้มากขึ้นเพราะว่าวันที่ 11 ต้องนำเสนอให้ตัวแทนห้องอื่นที่มาฟังทั้งหมดในห้องพวกเราได้แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่กลุ่มแรกต้องนำสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันศุกร์นี้ กลุ่มที่สองนำเสนอศุกร์หน้า สำหรับกลุ่มที่ต้องนำเสนอศุกร์นี้มีทั้งหมด 4 หัวข้อ
1.วิวัฒนาการของช้าง
2.สายพันธุ์ของช้าง (กลุ่มพวกเรา)
3.ชนิด
ของช้าง
4.ลักษณะของช้าง
พวกเราจึงเตรียมตัวให้พร้อมเพราะวันที่ 10 เป็นวันรัฐธรรมนูณจึงต้องซ้อมนำเสนอเองที่บ้านผมสรุปข้อมูลของผผมได้ว่า "
ช้างเอเชียพันธุ์สุมาตรา มีขนาดเล็กที่สุดในสายพันธุ์นี้ มีสีกายที่จางกว่าทุกชนิด มีถิ่นกำเนิดแถบสุมาตรา พบในมาเลเซียและสุมาตรา ตาม ปกติช้าง เอเชียมักอาศัยอยู่บริเวณป่าในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ ๓ เมตร หัวจะเป็นโหนกมองจากข้างหน้าจะเป็นสองลอน หัวกะโหลกใหญ่มีมันสมองมาก ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกา คือ ช้างแอฟริการรูปร่างสูงใหญ่ หูใหญ่กว่า หลังแอ่น มีงาทั้งเพศผู้และเพศเมีย ส่วนช้างเอเชียนั้นรูปร่างขนาดเล็กกว่า หูเล็กกว่า หลังโค้ง มีงาเฉพาะเพศผู้ส่วนเพศเมียไม่มีงาสำหรับช้างเพศผู้บางเชือกไม่มีงา เราเรียกว่า ช้างสีดอ สำหรับช้างเพศผู้และเพศเมียที่ไม่มีงานั้น อาจพบลักษณะคล้ายงาแต่ขนาดเล็กกว่า เราเรียกว่า ขนาย"

เมื่อพวกเราตกลงเรื่องข้อมูลที่จะนำเสนอได้แล้วจึงแยกย้ายกันทำงา คือ ลงความคิดเห็นให้เพื่อนลงในเว็บ blog แล้วให้เพื่อนลงความคิดเห็นให้เรา

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2552

วันนี้เป็นสัปดาห์ที่ 2 ของการเรียนโปรเจคของพวกเราพวกเราทุกคนได้มาประชุมกันเพื่อดูสารคดีเรื่อง "คนกับช้าง สัมพันธภาพนิรันดร" ได้พบว่าในอดีตช้างมีหลายสายพันธุ์ สมัยก่อนช้างมีรูปร่างคล้ายฮิปโปและมีมากกว่า 38 สายพันธุ์ แล้วเริ่มพัฒนามาเป็นช้างในปัจจุปันเหลือเพียงประมาณ 2 สายพันธุ์
ช้างเอเชียพันธุ์สุมาตรา
มีขนาดเล็กที่สุดในสายพันธุ์นี้ มีสีกายที่จางกว่าทุกชนิด มีถิ่นกำเนิดแถบสุมาตรา พบในมาเลเซียและสุมาตรา ตามปกติช้าง เอเชียมักอาศัยอยู่บริเวณป่าในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ ๓ เมตร หัวจะเป็นโหนก มองจากข้างหน้าจะเป็นสองลอน หัวกะโหลกใหญ่มีมันสมองมาก ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกา คือ ช้างแอฟริการรูปร่างสูงใหญ่ หูใหญ่กว่า หลังแอ่น มีงาทั้งเพศผู้และเพศเมีย ส่วนช้างเอเชียนั้นรูปร่างขนาดเล็กกว่า หูเล็กกว่า หลังโค้ง มีงาเฉพาะเพศผู้ ส่วนเพศเมียไม่มีงา สำหรับช้างเพศผู้บางเชือกไม่มีงา เราเรียกว่า ช้างสีดอ สำหรับช้างเพศผู้และเพศเมียที่ไม่มีงานั้น อาจพบลักษณะคล้ายงาแต่ขนาดเล็กกว่า เราเรียกว่า ขนาย
ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็ได้หัวข้อดังนี้
1.ด.ช.เสน่ห์ ค้นหาข้อมูลในหัวเรื่อง ช้างทุ่งแอฟริกา
2.ด.ช.กรวิทย์ ค้นหาข้อมูลในหัวข้อเรื่อง สายพันธุ์ศรีลังกา
3.ด.ช.วัชรากร ค้นหาข้อมูลในหัวข้อเรื่อง สายพันธุ์อินเดีย
4.ด.ช.ชัชวาล ค้นหาข้อมูลในหัวข้อเรื่อง ช้างป่าแอฟริกา

สักครู่จึงลงไปรับประทานอาหาร ช่วงบ่ายจึงหาข้อมูลต่อแล้วเขียนบันทึกประจำวัน
วันนี้ผมได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนานและได้ประสบการณ์อีกด้วย



วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2552

วันนี้พวกเราได้เรียน project เป็นวันที่สาม พวกเราจะหาข้อมูลเพิ่มจากเดิม ตอนเช้าพวกเราก็ลงมือค้นหาข้อมูล ผมได้พบเกี่ยวกับ"วันช้างไทย"
วันช้างไทย ริเริ่มจากคณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย เพราะเป็นเอกลักษณ์ของชาติ วันช้างไทยขึ้น จะช่วยให้ประชาชนคนไทย หันมาสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างมากขึ้น
ผลจากการที่ประเทศไทยมีวันช้างไทยเกิดขึ้น นับเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกครั้ง นอกเหนือจากเกียรติที่ช้างเคยได้รับในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกในธงชาติ หรือช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์





ช้างเอเชียพันธุ์สุมาตรา
เป็นช้างที่อาศัยอยู่เฉพาะในป่าตามธรรมชาติบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น มีขนาดเล็กกว่าช้างเอเชียสายพันธุ์อื่น และมีสีผิวอ่อนที่สุดด้วย






ช้างเอเชียพันธุ์อินเดีย
ป็นช้างที่อาศัยอยู่ในป่าตามธรรมชาติบนผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชีย ได้แก่ ประเทศเนปาล ภูฐาน อินเดีย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา แคว้นยูนนาน มาเลเซีย และไทย
  • หนังมีขนเส้นห่างๆ ปลายหางมีขนเส้นยาวๆ งอกเป็นแนวด้านหน้าและด้านหลังของปลายหาง
  • (ราว 2 - 3 นิ้ว) ขนหางยาวราว 7 - 8 นิ้ว โค้งไปจรดกันตรงปลาย
  • ลายฟันหน้า มักมีจำนวนตามลำดับชุดของกรามดังนี้ คือ 4 , 8 , 12 , 16 , 24 แต่อาจมากน้อยกว่านี้บ้างในบางราย
  • ช้าง ตัวผู้บางตัวมีงา เรียกว่า ช้างพลาย ถ้างาใหญ่ เรียกว่า ช้างงาปลี ถ้างาเล็ก ยาวเรียว เรียกว่า ช้างงาเครือ ส่วนตัวผู้ที่ไม่มีงา เรียกว่า ช้างสีดอ
  • ช้างตัวเมีย เรียกว่า ช้างพัง ช้างสีดอและช้างพัง จะไม่มีงา มีแต่ขนายที่ใช้แทนงา








ช้างเอเชียพันธุ์ศรีลังกา
เป็นช้างที่มีอยู่ในป่าตามธรรมชาติเฉพาะในเกาะซีลอนหรือเกาะลังกา มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดา ช้างเอเชียทั้งหมด ตัวผุ้หรือช้างพลายส่วนใหญ่จะเป็นช้างสีดอ คือ ไม่มีงา มีแต่ขนาย ซึ่งเป็นงาขนาดเล็ก โตประมาณเท่าข้อมือ (เส้นรอบวงประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร) ยาวไม่พ้นปากหรืออาจยาวพ้นปาก เพียงเล็กน้อย มีน้อยตัวที่มีงา ส่วนตัวเมียหรือช้างพัง มีลักษณะเหมือนกับ ช้างเอเชียพันธุ์อื่นๆ คือ ไม่มีงา มีแต่ขนายเท่านั้น

วันนี้ผมรู้สึกว่าได้ลงมือหาข้อมูลเต็มที่ทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น วันนี้พวกเราสนุกกันมากที่ได้ทำงานร่วมกันความรู้ของพวกเราในวันนี้ได้บันทึกไว้ในบันทึกประจำวันของวันนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมคลิ๊กที่ช้างน้อย



แหล่งที่มา:

http://www.sema.go.th/files/Content/Social/k4/0026/pkeight/content9/asia.html
http://www.sema.go.th/files/Content/Social/k4/0026/pkeight/content9/africa.html
http://www.sema.go.th/files/Content/Social/k4/0026/pkeight/content9/white.html
http://www.banfun.com/thai/ta00042.html



วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันพุธที่ 2 ธันวาคม 2552

วันนี้เป็นการเรียน Project เป็นวันที่สอง วันนี้คุณครูไม่อยู่แต่ฝากงานไว้และห้ามทุกคนเสียงดัง ตอนเช้าพวกเราจึงเริ่มหาข้อมูลที่เกี่ยวกับสายพันธุ์ช้าง โดยใช้เครื่อง olpc ในการค้นหาข้อมูล สมาชิกในกลุ่มก็ช่วยกันค้นหาข้อมูล เพื่อที่จะได้ข้อมูลเยอะและพวกเราก็พบข้อมูลสายพันธุ์ของช้างทราบว่าช้างมี 2 สายพันธุ์ คือ
1)ช้างแอฟริกา
1.1ช้างทุ่งแอฟริกา
1.2ช้างป่าแอฟริกา

2)ช้างเอเชีย
2.1ช้างเอเชียพันธุ์ศรีลังกา
2.2ช้างเอเชียพันธุ์อินเดีย
2.3ช้างเอเชียพันธุ์สุมาตรา

พวกเราค้นหาข้อมูลจนถึงเวลาพักกลางวันพวกเราจึงลงไปรับประทานอาหาร
พอถึงช่วงบ่ายพวกเราก็หาข้อมูลต่อ แต่พวกเราทุกคนก็แอบเล่นเกมกันนิดหน่อจะได้ไม่เครียด เพื่อพักสมอง แล้วจึงทำบันทึกประจำวัน

วันนี้ผมรู้สึกว่าการทำงานของพวกเราออกมายังไม่มีคุณภาพเพราะข้อมูลยังไม่ครบถ้วน พวกเราจึงวางแผนว่าจะหาข้อมูลต่อในวันต่อไป วันนี้พวกเราสนุกกับการทำงานมากได้เรียนรู้ไปได้เล่นไปทำให้ไม่เหงาแล้วหวังว่าวันตอไปอาจจะมีข้อมูลมากกว่านี้

บันทึกประจำวันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2552

วันนี้เป็นวันที่พวกเราได้เรียน Project เป็นวันแรกในหัวข้อเรื่อง กุญชรแห่งสยาม ในช่วงเช้านี้คุณครูตั้งโจทย์ให้ 10 ข้อเกี่ยวกับการวางแผนการเรียน project พอได้โจทย์พวกเราจึงลงมือทำ เมื่อตอบคำถามเสร็จแล้ว งานต่อไปคือหาชื่อกลุ่มและชื่อของกลุ่มต้องมีความหมายว่าช้าง พวกเราได้ชื่อกลุ่มว่า "ไอยรา" (คำว่าไอยรา หมายถึง คำนามที่ใช้เรียกแทนชื่อช้าง มากจะใช้ในการแต่งกลอนฯลฯ) แล้วสักพักครูก็ให้สร้างเว็บ Blog เพื่อเอาไว้เขียนบันทึกประจำวันหรือความรู้ที่ได้ของตนเอง กลุ่มของผมจึงเริ่มลงมือทำบางคนในกลุ่มทำไม่ได้เราก็ปรึกษาแล้วช่วยกันจนทำเสร็จเว็บ blog ของตนเอง และกลุ่มพวกเราก็ทำเสร็จเป็นกลุ่มแรกอีกด้วย สักครู่ก็ได้เวลารับประทานอาหารพวกเราก็จึงลงไปทานอาหาร

ในช่วงบ่ายกลุ่มของพวกผมก็เตรียมตัวที่นำเสนอเพราะทุกกลุ่มต้องนำเสนอความหมายของชื่อกลุ่มตนเอง พวกเราจึงเปิดเครื่อง OLPC ค้นหาความหมายของชื่อกลุ่มเราต่อจากเมื่อเช้าให้เสร็จ
พอถึงเวลา 14:30 น. ก็ได้เวลานำเสนอ

รายชื่อของกลุ่มต่างๆ
1.ไอยรา
2.เอราวัณ
3.ปัจจัยนาเคน
4.พระยาฉัททันต์

สักครู่จึงได้เวลาเลิกเรียนคุณครูบอกว่าให้ทำบันทึกประจำวันที่บ้าน พอเลิกเรียนทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน