วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552

วันนี้เรามาเรียน project ตามปรกติแต่วันนี้ครูไม่อยู่เพราะครูไปจัดขบวนงานคริสมาสต์แต่ครูให้นักเรียนทุกคนจัดการตัวเองให้ทำงานให้เสร็จและอย่าเล่นกันเสียงดังเมื่อขึ้นมาบนห้องผมก็หาข้อมูลในเว็บต่างๆ พบว่าปัญหาช้างในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ด้วยกันคือ


1. ช้างทำงาน

เป็นงานทำไม้มาแต่อดีต ปัจจุบันจะเป็นการทำไม้ในภาคเหนือที่ผิดกฎหมาย หรือที่เราเรียกว่า "ไม้เถื่อน" ช้างกลุ่มนี้เคยมีถึง 1,500 เชือก ปัจจุบันถูกถ่ายโอนมาเป็นช้างในธุรกิจท่องเที่ยวบ้าง เป็นบางส่วน (ตามคำแนะนำของมูลนิธิเพื่อนช้าง) และบางส่วนถูกซื้อไปเดินเร่ร่อน


2.ช้างในธุรกิจท่องเที่ยว

เป็นช้างที่ทำงานในปางช้างต่างๆ ในอดีตเมื่อสัก 10-20 ปี ก่อน ก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในภาคเหนือของประเทศไทย ปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ อีกทั้งด้านตะวันออกและเขตชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศ มีช้างในปางขนาดใหญ่ ซึ่งมีประมาณ 25 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนช้างตั้งแต่ 20 ถึงกว่า 100 เชือก ส่วนปางช้างขนาดเล็กทั่วประเทศ มีถึง 50-75 แห่ง มีช้างอยู่เพียง 2-10 เชือก บางแห่งเป็นปางเฉพาะกิจ จึงเปิดเพียงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มาก็แยกย้ายกันไป จึงกล่าวได้ว่า ช้างกลุ่มนี้กำลังเป็นช้างกลุ่มใหญ่ เพราะมีถึงประมาณ 1,000 กว่าเชือก


3. ช้างเร่ร่อน

ช้างกลุ่มนี้เป็นช้างที่ถูกนำมาจากภาคอีสานในเขตจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ เดิมมีประมาณ 300 เชือก นับเป็นช้างที่เป็นมรดกตกทอดต่อกันมา แต่ต่อมาช้างจากภาคเหนือถูกกลุ่มนายทุนกว้านซื้อมาสู่กลุ่มนี้จำนวนมาก จนเกือบถึง 700-800 เชือก อย่างไรก็ดี ช้างกลุ่มนี้ก็เข้าไปทำงานตามปางช้างในฤดูการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวลดลงก็จะนำออกมาเดินเร่ร่อน ตัวเลขระหว่างกลุ่มที่ 2 และ 3 จึงเคลื่อนตามตัวแปร และพบว่าจะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนช้างกันอย่างแพร่หลาย และราคาของช้างขณะนี้สูงถึง 5-6 แสนบาทต่อเชือก ที่นายทุนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ 2 และ 3 นี้ เป็นผู้นำช้างส่งออกเป็นขบวนการค้าช้างข้ามชาติ และน่าตกใจยิ่งที่ยังคงดำเนินการอย่างไม่ลดละ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานเกี่ยวข้อง

4. ช้างในสวนสัตว์หรือเจ้าของเลี้ยงไว้เอง

ช้างกลุ่มนี้จะเป็นปัญหาน้อยที่สุด เพราะมีอยู่ประมาณ 100 เชือก และอยู่เป็นที่เป็นทางแต่ก็มีปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพราะมักเลี้ยงไว้ตามลำพังขาดการสมาคมกับช้างด้วยกัน จึงเกิดความเครียดและดุร้าย

เมื่อได้ข้อมูลผมก็บันทึกลงในบันทึก สักครู่ครูก็มาแล้วให้พวกเราไปช่วยกันเอาลูกโป่งไปจัดที่รถให้สวยงามแล้วขึ้นมาบนห้องเราก็ทำเวรที่ห้องแล้วก็กับบ้าน

บันทึกประจำวันพุธที่ 23 ธันวาคม 2552


วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2552

วันนี้พวกเราก็มาเรียน project ตามปรกติหลังจากที่วันจันทร์ไป fieldtrip ศึกษานอกสถานที่มาเราก็ทำบันทึกประจำวันลงในเว็บ blog ของตัวเองพวกเราใช้เวลามากในการทำบันทึกใช้เวลาตั้งแต่ 9.00 น. - 11.30 น.พวกเราจึงทำเสร็จแล้วลงไปรับประทานอาหารแล้ววางแผนว่าจะกลับขึ้นมาหาข้อมูลหลังจากพักกลางวัน
ช่วงบ่ายเมื่อขึ้นมาบนห้องผมก็ลงมือหาข้อมูลหลายๆ อย่างของช้าง พบเรื่อง "ช้างสมัยโบราณ"
ความจริงของช้างในโลกมีแค่ 2 ตระกูลใหญ่ๆ คือ ช้างเอเชียกับช้างแอฟริกา สำหรับช้างไทยอยู่ในตระกูลช้างเอเชีย ช้างไทยชอบอากาศเย็น (แต่ไม่ถึงอยู่ห้องแอร์) จึงลงน้ำบ่อย ลอยคอในน้ำและว่ายน้ำได้ดี ที่อยู่ของช้างจึงมิใช่ข้างถนน ช้างนอนหลับคืนละ 3-4 ชั่วโมง (ระหว่างเวลา 23.00- 03.00 น.) กลางวันจะไม่นอนหลับยกเว้นป่วยไข้ คนไทยจะมีคำเรียกจำแนกเพศ ลักษณะช้างและลักษณะนาม ตามประเภท ได้แก่ เราเรียกช้างตัวผู้ว่าช้างพลาย ซึ่งมีงา ถ้าช้างตัวผู้ไม่มีงาจะเรียกว่าช้างสีดอ และเรียกช้างตัวเมียว่าช้างพัง ช้างตัวเมียตามปกติไม่มีงา อาจมีบ้างที่มีงาสั้นๆ จะเรียกว่าขนาย ช้างทั่วไปรูปร่างสูงใหญ่ หากยังมีช้างไทยชนิดหนึ่งสูงเพียง 2 เมตร เป็นช้างแคระซึ่งเรียกว่าช้างค่อม เคยมีแถวป่าเขาในจังหวัดสงขลา, พัทลุง ปัจจุบันสูญพันธุ์แล้ว การที่ถือว่าช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทย น่าจะมาจากช้างมีคุณูปการต่อชาติ บ้านเมือง โดยเฉพาะการเป็นช้างศึก ซึ่งเราใช้ช้างในงานพระราชการสงคราม สมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงทรงกระทำยุทธหัตถีกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงชนช้างกับพระเจ้าแปร ครั้นช้างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีแก่ข้าศึก พอดีกับสมเด็จพระศรีสุริโยทัยซึ่งปลอมพระองค์เป็นชาย ขับช้างเข้าไปช่วย ก็ถูกพม่าข้าศึกฟันสิ้นพระชนม์บนช้างนั้น ยุทธหัตถีอันเลื่องลือยิ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย คือ การยุทธหัตถีครั้งสำคัญ พ.ศ.2135 คราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงช้างชื่อว่าเจ้าพระยาไชยานุภาพ ชนช้างกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่าที่ทรงช้างพลายพัทกอ กาลครั้งนั้นพระมหาอุปราชาถูกพระแสงของ้าวพระนเรศวรฟันจนขาดบนคอช้าง พระราชสงครามครั้งเดียวกันนี้ พระเอกาทศรถได้โดยเสด็จพระราชสงครามด้วย โดยทรงชนช้างกับมังจาจะโรพระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชาซึ่งมีพลายพัดชะเนียง เป็นช้างศึก ผลการรบได้ถูกพระแสงง้าวพระเอกาทศรถฟันขาดบนคอช้างเช่นกัน นอกจากไทยสมัยโบราณมีช้างเป็นพาหนะสำคัญทำศึกกับอริราชศัตรูดังกล่าวแล้ว ในยุครัตนโกสินทร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ไทยรบกับญวนที่เขมร พ.ศ.2388 กาลครั้งนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา แม่ทัพไทยไปตั้งรับที่เมืองอุดง ส่วนญวนใช้ทัพเรือเป็นขบวนใหญ่ถึงเมืองอุดง ท่านเจ้าพระยาบดินทรฯ ไม่มีกองเรือจะทำการยุทธนาวี จึงวางกลศึกปล่อยให้ญวนยกพลขึ้นบก จากนั้นท่านจึงบัญชาให้ใช้ช้างศึกไล่แทงข้าศึ โดยวางกำลังทหารราบตามตี จนข้าศึกต้องถอยทัพเรือคืนประเทศตน เราจะเห็นว่าช้างมีความสำคัญต่อการรักษาเอกราชของแผ่นดิน และช้างยังมีความหมายทางวัฒนธรรมอีกหลายประการ พระมหากษัตริย์พระองค์ใดขึ้นครองราชย์แล้วมีช้างเผือกเกิดขึ้นใต้ร่มพระ บารมี ย่อมถือว่าทรงมีบุญญาธิการมาก ช้างเผือกที่รับการขึ้นระวางเป็นช้างต้นของหลวง จะมีอิสริยศ-เทียบชั้นเจ้าฟ้า ส่วนช้างสำคัญเชือกอื่นๆ อาจเป็นเจ้าพระยา พระยา หรือพระก็แล้วแต่ จึงมีคำเปรียบเปรยถึง "ยศช้าง ขุนนางพระ" อย่างไรก็ดี การที่ช้างมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยมาแต่โบราณกาล เมื่อแรกจะมีธงชาตินั้นช้างจึงเป็นธงชาติรูปช้างบนผืนผ้าสีแดง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ก็มีช้างเผือกในดวงตราเป็นสกุลเครื่องราชสำคัญ "ที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก" ในทางภาษาและวรรณคดี การที่บัญญัติคำเรียกช้างลักษณะนามของช้าง ตลอดจนมีวรรณคดีเฉพาะเกี่ยวกับช้างโดยตรง คือ คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง ที่มีอยู่หลายฉบับ ดังมีฉบับเก่าแก่สุดเป็นฉบับขุนเทพกวี ส่วนฉบับล่าสุดเป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ความสำคัญของช้างมีเป็นอเนกประการ ยุคสมัยที่เปลี่ยนอาจทำให้ความสำคัญลดลง แต่คุณค่าทางใจที่ควรรักษาไว้ด้วยความเมตตาต่อช้างไม่ควรจะลดลง



ได้ข้อมูลพวกนี้แล้วก็นำข้อมูลบันทึกไว้ในบันทึกประจำวัน ทำให้วันนี้ผมได้ความรู้อีกมากเลยและทำให้ผมได้ประสบการณ์ด้วย

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552

วันนี้เป็นวันที่พวกเราต้องไปทัศนศึกษาที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยจังหวัดลำปางตอนเช้าก็ใส่ชุดพละมาโรเรียนตามปรกติพอทำกิจกรรมหน้าเสาร์ธงเสร็จก็จัดเป็น 3 แถวโดยนั่งรถ 3 คันพอจัดแถวแล้วก็เดินเป็นแถวไปขึ้นรถนั่งรถ 2 แถวไประหว่างเดินทางมีรถมากมาย ส่วนมากจะเป็นทางโค้งไปโค้งมาทำให้ผมค่อนข้างเวียนหัว
พอถึงศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยครูก็ให้ถอดเสื้อกันหนาวแล้วลงจากรถไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อมอบเงินบริจาคให้กับศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทแล้วพวกเราทั้งหมดก็เข้าไปศึกษาในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภายในมีข้อมูลมาก
สักครู่ก็กลับขึ้นรถเพื่อไปที่ช้างอยู่มีทั้งลานแสดง โรงเลี้ยงช้างและที่ขายของต่างๆ พวกเราได้ไปดูที่ลานแสดงก่อนมีช้างมาแสดง
เช่น เดินทรงตัวบนซุงไม้ ใช้งวงดันไม้ เปิดน้ำกินเองแล้วปิดสวิต เก็บของให้ควาญช้าง ช้าวาดรูปเป็นต้น แล้วพอการแสดงจบผมก็ได้สัมผัสงวงช้างด้วย ต่อมาผมก็ไปที่โรงเลี้ยงช้างเพื่อดูช้างใกล้ๆและได้สัมผัสเนื้อมันแข็งและแน่นมากมีขนยาวแข็ง



สักครู่คุณครูก็ให้ไปเอาข้าวที่ห่อมา มาทานพวกเราจึงรับประทานอาหารจนอิ่ม แล้วเดินเล่นสักพักก็ไปดูช้างอาบน้ำ ต่อมาก็นั่งรถไปที่โรงพยาบาลช้างมีช้างแม่ลูกด้วยบางตัวก็กำพร้า แล้วก็เดินกลับไปที่ลานแสดงพักใหญ่ก็ได้เวลากลับบ้านแล้วทุกคนก็ไปจัดแถวตามรถที่นั่งแล้วนับจำนวนคนให้ครบทุกคนเมื่อนักเรียนมากันครบแล้วก็เดินทางกลับโรงเรียนระหว่างทางบนรถเพื่อนๆ ส่วนใหญ่นอนหลับผมไม่นอนดูทางมาตลอดทางพอถึงโรงเรียนคุณครูก็ให้นักเรียนแยกย้ายกันกลับบ้านได้ผมก็กลับบ้าน
วันนี้ผมสนุกตื่นเต้นมากที่ได้สัมผัสช้างและได้เห็นช้างใกล้ๆทำให้มีประสบการณ์เกี่ยวกับช้างมากขึ้นด้วย

บันทึกประจำวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2552

วันนี้คุณครูให้ดูตัวอย่าง skip ตั้งแต่เช้าแต่เป็นเรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับช้างพวกเราจึงตั้งใจดูไว้เวลาทำจะได้ทำได้พอดู skip จบแล้วเพื่อนๆที่เรียนอีกห้องก็มาเพราะครูให้มาประชุมกัน skip ที่จะทำโดยต้องทำของแต่ละกลุ่มแล้วเอาทั้งหมดมาเรียงรวมกันตามหัวข้อเมื่อประชุมแล้วพี่ ม.3ก็มาสอนเกี่ยวกับการใช้กล้อง VDO และการตั้งขากล้องกลุ่มผมส่งตัวแทนไปแล้วผมก็นั่งทำงานที่ค้าง ผมได้พบข้อมูลของช้าง ดังนี้

"ช้างสำคัญ" ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะ 7 ประการ คือ
    1. ตาขาว
    2. เพดานขาว
    3. เล็บขาว
    4. ขนขาว
    5. พื้นหนังขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่)
    6. ขนหางขาว
    7. อัณฑะโกศขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่)
หากช้างนั้นมีลักษณะไม่ครบตามที่ได้กำหนด จะถูกเรียกว่า "ช้างสีประหลาด" เท่านั้น ดังนั้น ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงไม่ใช้คำว่า "ช้างเผือก" เพราะเกรงว่าจะเข้าใจสับสนกัน
สักครู่ก็ลงไปรับประทานอาหาร
ช่วงบ่ายเพื่อนอีกห้องก็ลงมาหาแล้วครูศิวิไลซ์ก็บอกของที่ต้องเตรียมไปทัศนศึกษาในวันจันทร์หน้า พอเลิกเรียนก็เดินทางกลับบ้าน

บันทึกประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2552

วันนี้ผมไม่ได้ลงมือหาข้อมูลเลยเพื่อนๆในห้องช่วยกันเพ้นท์แก้วทำให้ตอนเช้าพวกเราได้ทำแต่แก้วบางคนก็ทำงานของตัวเองผมมีหน้าที่คอยเอาแก้วที่เพื่อนๆเพ้นท์เสร็จไปตากที่บริเวณหน้าต่างเราจะทำให้ได้มากที่สุดเพราะถ้าได้เงินเยอะๆ เราก็จะไปบริจาคให้ช้างค่าอาหารช้าง ค่าพยาบาลช้างและอื่นๆเราจึงต้องสะสมเงินบริจาคให้มากๆ ไว้ ช่วงบ่ายพวกเราพวกเราก็ขึ้นมาช่วยกันทำเหมือนเดิมระหว่างนั้นจึงหาคนที่จะไปรับบริจาคได้เพราะบางคนก็กลับบ้านเร็วเราไปรับบริจาคตอนเย็นๆ แต่ผมไม่สามารถไปได้เพราะผมกลับบ้านเร็ววันนี้พวกเราคาดว่าน่าจะได้เงินบริจาคเยอะเพราะจะไปรับบริจาคที่ตลาดอัศวินตลาดเพราะอัศวินมีคนเยอะพวกเราก็หวังว่าจะได้ค่าบริจาคสูงกว่าทุกครั้งวันนี้ทำให้ผมตั้งใจช่วยเพื่อนๆทำงานเต็มที่สักครู่ก็เขียนบันทึกประจำวันเพื่อบันทึกการทำงานของผมวันนี้ สักครู่ก็ได้เวลาเลิกเรียนผมกับเพื่อนๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2552

วันนี้ช่วงเช้าคุณครูแจกกระดาษให้กลุ่มละ 4 แผ่นให้เขียนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหหัวข้อที่ตนเองศึกษามา 10 คำพวกเราเขียนคำดังนี้ 1.ไอยรา 2.ช้างศรีลังกา 3.ช้างอินเดีย 4.ช้างสุมาตรา 5.ช้างทุ่ง 6.ช้างป่า 7.ช้างตกมัน 8.ช้างเผือก 9.อนุรักษ์ช้าง 10.ทวีปแอฟริกา พวกเราเขียนสร็จแล้วก็นำไปส่งครู ต่อมาพวกเราก็ไปช่วยเพื่อนๆ ผู้หญิงเพ๊นท์แก้วพวกเราทำกันอย่างสนุกสนานทำให้ได้แก้วที่เพ๊นท์ค่อนข้างเยอะกว่าทุกครั้งก่อนไปรับประทานอาหารครึ่งชั่วโมงพวกผู้หญิงก็ลงไปที่โรงอาหารเพื่อหาเงินบริจาคสักครู่ก็ได้เวลารับประทานอาหารพวกเราจึงไปรับประทานอาหาร
ช่วงบ่ายพอกลับมาบนห้องครูก็ให้เล่นเกมคือให้ตัวแทนกลุ่มออกไป 2 คนคนหนึ่งทำท่าอีกคนคอยตอบคำถามตามที่เพื่อนทำท่าให้ดูโดยมีเวลาเพียง 1 นาทีเมื่อเล่นเกมแล้วก็ไปเพ๊นท์แก้วต่อไปเรื่อยๆจนได้เวลาเลิกเรียนพวกเราก็กลับบ้าน